<?xml version="1.0" encoding="ISO-8859-1"?>

<!DOCTYPE rss PUBLIC "-//Netscape Communications//DTD RSS 0.91//EN"
 "http://my.netscape.com/publish/formats/rss-0.91.dtd">

<rss version="0.91">

<channel>
<title>บ้านพักดอทคอม คอนโด อพาร์ทเมนท์ หอพัก บ้าน บ้านเดี่ยว โรงงาน ที่ดิน โรงแรม อาคารพาณิชย์ เฟอร์นิเจอร์</title>
<link>http://www.banpak.com</link>
<description>PHP-Nuke Powered Site</description>
<language>en-us</language>

<item>
<title>เดอะ เอสเตท สมุย ธรรมชาติผสานความเป็นไทย</title>
<link>http://www.banpak.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=153</link>
<description>เดอะ เอสเตท สมุย ธรรมชาติผสานความเป็นไทย 
 
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 30 พฤศจิกายน 2550 11:24 น. 
 

   
  
  
   
 

 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น 
 

 
 
 
  ชื่อเสียงของบิล เบนสลีย์ สถาปนิกชื่อดังที่เคยฝากผลงานบางส่วนในไทยไว้หลายแห่ง การันตีได้เป็นอย่างดีถึงฝีมือในการออกแบบที่โดดเด่นจนเป็นที่ได้รับยกย่องจากนิตยสาร Architectural Digest ให้ติด 1 ใน 100 อันดับของนักออกแบบชื่อดังระดับโลก จึงไม่แปลกที่ เดอะ เอสเตท สมุย จะไว้วางใจให้นักออกแบบผู้นี้มีส่วนสำคัญในการเนรมิตที่ดินผืนงามให้เป็นวิลล่าหรู
       
       เดอะ เอสเตท สมุย ตั้งอยู่ในบนที่ดิน 23 ไร่ บริเวณแหลมใหญ่ เกาะสมุย ติดกับโฟร์ ซีซั่น รีสอร์ต ซึ่งกินพื้นที่ตั้งแต่บนเขาเรื่อยลงไปจนจรดริมหาด ทำให้การจัดวางวิลล่าแต่ละหลังลดหลั่นกันไปตามความชันของที่ดิน จึงไม่บดบังวิวทะเลซึ่งกันและกัน
       
       โจทย์สำคัญของการออกแบบวิลล่าแห่งนี้ คือ ห้ามตัดต้นมะพร้าว ดังนั้นบิล เบนส์ลีย์และ M 103 สถาปนิกผู้ออกแบบ ได้ตีโจทย์สำคัญของการออกแบบครั้งนี้ออกมาเป็นวิลล่าในสไตล์ Southern Thai Contemporary ที่เน้นความใกล้ชิดธรรมชาติ วิลล่าบางหลังมีต้นมะพร้าวอยู่กลางบ้าน เพื่ออิงกับแนวคิดความเป็นธรรมชาติ และยังสัมผัสได้ถึงสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของเกาะสมุย
       
       พื้นที่ใช้สอยภายในวิลล่ากว้างเป็นพิเศษถึง 1-2 ไร่ ตั้งแต่ 2-5 ห้องนอน พร้อมสระว่ายน้ำทุกหลัง ทำให้ได้บรรยากาศของการพักผ่อนที่เป็นส่วนตัว สถาปัตยกรรมเน้นความเรียบง่าย แต่โดดเด่นไทยแบบประยุกต์ ศาลานอกชานออกแบบให้เป็นหลังคาแบบกระท่อมริมหาด ให้เข้ากับบรรยากาศริมทะเล ส่วนต่างๆ เน้นพื้นที่เปิดโล่ง สามารถเดินเชื่อมถึงกันได้หมด เช่น ในส่วนของห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ฯลฯ เพดานออกแบบให้สูงเป็นพิเศษ เพื่อรับลมทะเล และเปิดให้เห็นวิวทะเลอันงดงามได้กว้างไกลสุดสายตา
       
       ภายในและภายนอกบ้านปูด้วยพื้นไม้ระแนง ทำให้เกิดความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันในทุกพื้นที่ การจัดแสงไฟในโทนอุ่นทั่วบ้าน การใช้โทนสีเขียว เทา ผสมผสานกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ และเครื่องประดับทุกชิ้นที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีตโดยเฉพาะ ทำให้บรรยากาศของวิลล่าดูกลมกลืนกับธรรมชาติ และรู้สึกอบอุ่น 
 
 
 
 
 
 
</description>
</item>

<item>
<title>อสังหาฯแนวราบเร่งลดความเสี่ยง ลดต้นทุน-ปรับสินค้าตอบโจทย์เรียลดีมานด์</title>
<link>http://www.banpak.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=152</link>
<description>อสังหาฯแนวราบเร่งลดความเสี่ยง ลดต้นทุน-ปรับสินค้าตอบโจทย์เรียลดีมานด์ 
 
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 30 พฤศจิกายน 2550 11:20 น. 
 
        อสังหาฯ แนวราบ พลิกกลยุทธ์ฝ่าวิกฤตน้ำมันแพง ดีมานด์หด เสนาฯ มั่นใจเรียลดีมานด์บ้านเดี่ยว เดินหน้าลดไซส์บ้าน-โครงการ หวังปิดการขายเร็ว มั่นคงฯ ปรับตัวใช้สินค้าจีน รักษาต้นทุน เล็งเพิ่มบ้านแฝด-ทาวน์เฮาส์ หากตลาดยังเป็นขาลง 
       
       ในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้ดีมานด์ในตลาดที่อยู่อาศัยเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คอนโดมิเนียมเกาะแนวรถไฟฟ้า จับกลุ่มลูกค้าระดับกลางกลายเป็นสินค้ามาแรง สามารถแก้โจทย์ค่าครองชีพสูงในยุคน้ำมันแพงได้เป็นอย่างดี
       
       ดีเวลลอปเปอร์หลายรายในอดีตที่เคยเน้นแต่โครงการจัดสรรแนวราบเป็นหลักได้ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ หันมาเพิ่มสัดส่วนสินค้าประเภทแนวสูงมากขึ้น แม้จะต้องแบกรับกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น แต่ก็จำเป็นที่จะต้องทำในช่วงที่ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบซบเซาอย่างหนัก
       
       ตัวเลขคาดการณ์รายได้ในปีนี้ที่ 650 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าเดิม 1,000 ล้านบาทที่เคยตั้งไว้เมื่อต้นปี ของเสนา ดีเวลลอปเม้นท์ ดีเวลลอปเปอร์ที่เน้นการพัฒนาโครงการแนวราบเป็นหลักถึง 70% สะท้อนให้เห็นถึงภาวะตลาดที่ซบเซาได้เป็นอย่างดี ซึ่งเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า เป็นผลมาจากดีมานด์ที่เปลี่ยนไปสู่คอนโดมิเนียมใจกลางเมืองแทนบ้านเดี่ยวนอกเมือง แต่จากการศึกษาผู้บริโภคในเชิงลึกยังมีความมั่นใจว่า ดีมานด์ที่แท้จริงของผู้บริโภคยังคงเป็นบ้านเดี่ยว แต่การไปซื้อคอนโดมิเนียมเป็นเพราะไม่สามารถแบกรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในขณะนี้ได้
       
       ในภาวะเช่นนี้เสนาฯ ได้ปรับตัวด้วยการปรับที่ตัวสินค้าบ้านเดี่ยวในแบรนด์ เสนา แกรนด์ โฮม ให้มีขนาดเล็กลงจากเดิม 50 ตร.วาขึ้นไป ราคา 3-10 ล้านบาท ให้เหลือ 35-40 ตร.วา ในรูปแบบบ้านแฝด ที่ยังมีหน้าตาเหมือนกับบ้านเดี่ยว ราคา 2 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน โดยมองว่าครอบครัวปัจจุบันเป็นครอบครัวขนาดเล็ก 3-4 คน ไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อบ้านที่มีขนาดใหญ่ ทั้งนี้ได้ปรับตัวสินค้าในโครงการเสนา แกรนด์ โฮม รามอินทรา เป็นโครงการแรก
       
       นอกจากนี้การซื้อที่ดินขนาดเล็กไม่เกิน 20 ไร่ เพื่อให้สามารถปิดโครงการได้เร็ว เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่เสนาฯ จะนำมาใช้เพื่อลดความเสี่ยงในการพัฒนาโครงการ ในปีหน้าเสนาฯ มีแผนจะพัฒนาโครงการใหม่ 5 โครงการ มูลค่ารวม 2,500 ล้านบาท ทั้งแนวราบและแนวสูงควบคู่กันไป โดยมั่นใจว่าปีหน้าแม้อัตราดอกเบี้ยจะไม่ลดลง แต่หากสถานการณ์ทางการเมืองดีขึ้น น่าจะทำให้ดีมานด์บ้านเดี่ยวหวนกลับคืนมาได้ และเสนาฯ ก็จะไม่ทิ้งตลาดคอนโดมิเนียม เพราะยังเป็นสินค้าที่สามารถตอบสนองดีมานด์ของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกในการเดินทาง ในช่วงที่น้ำมันมีราคาสูงได้ โดยมีแผนจะเปิดตัวโครงการเดอะ นิช ลาดพร้าว 48 คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ สูง 8 ชั้น บนที่ดิน 2 ไร่ รวม 200 ยูนิต ราคา 35,000-36,000 บาทต่อ ตร.ม. พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 28 ตร.ม. และโครงการเดอะ นิช รัชดาฯ 25 คอนโดมิเนียมไฮไรส์ สูง 25 ชั้น ราคาเริ่มต้น 2 ล้านบาทขึ้นไป
       
       สำหรับมั่นคงเคหะการ ดีเวลลอปเปอร์อีกรายที่พัฒนาโครงการแนวราบเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ในช่วงที่ตลาดบ้านเดี่ยวซบเซาก็จำเป็นที่จะต้องเร่งปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์เช่นกัน เช่น การใช้สินค้าจีน เช่น กระเบื้อง วอลล์เปเปอร์ที่มีคุณภาพดี แต่ราคาถูกกว่ามาช่วยในการบริหารจัดการต้นทุน สามารถลดต้นทุนไปได้ถึง 10% ผสมผสานกับการซื้อที่ดินในราคาต่ำ และการบริหารจัดการเองทุกขั้นตอน ทำให้ต้นทุนของบริษัทต่ำกว่า สามารถตั้งราคาขายได้ต่ำกว่าคู่แข่งในทำเลเดียวกัน 5-10%
       
       ชุติมา ตั้งมติธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) (MK) ตั้งเป้ายอดขายในปีหน้าไว้ที่ 2,800 ล้านบาท เติบโตจากปีนี้ 20% ซึ่งหากภาวะตลาดในปีหน้ายังไม่ดีขึ้น บริษัทฯจะปรับตัวด้วยการเพิ่มสัดส่วนสินค้าบ้านแฝด ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ให้มากขึ้นกว่าปีนี้ เพราะเป็นสินค้าที่สามารถตอบสนองกำลัง 
 
</description>
</item>

<item>
<title>ก้าวรุกพฤกษาฯ สู่ผู้นำอสังหาฯ ดึง 2 มือดีปั้นแบรนด์ใหม่เจาะตลาด</title>
<link>http://www.banpak.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=151</link>
<description>ก้าวรุกพฤกษาฯ สู่ผู้นำอสังหาฯ ดึง 2 มือดีปั้นแบรนด์ใหม่เจาะตลาด 
 
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 26 พฤศจิกายน 2550 10:49 น. 
 
 คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น 
  
 
 
       พฤกษาฯ ปรับโครงสร้างองค์กรระลอกใหญ่ แตก 2 แบรนด์ใหม่เคลื่อนทัพลุยตลาดเมือง ดึงผู้บริหารมือดีจากคิวเฮ้าส์-อารียาฯ เสริมทัพธุรกิจ เร่งอุดจุดอ่อนคุณภาพก่อสร้าง ปูทางสร้างชื่อเสียงฐานตลาดแกร่ง พร้อมลุยตลาดอินเดียคู่เวียดนาม ก่อนรุกคืบตลาดไฮเอนด์
       
       หากทบทวนความเปลี่ยนแปลงในรอบปีที่ผ่านมาจะพบว่า พฤกษาฯ เป็นเพียงหนึ่งในดีเวลลอปเปอร์ไม่กี่รายที่มีการปรับตัวในเชิงรุก เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างน่าจับตา จึงไม่อาจจะปฎิเสธได้ว่า ปี 2550 จะกลายเป็น จุดเปลี่ยน ที่สำคัญของพฤกษาฯ จากผู้เล่นในตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบย่านชานเมือง ขยับขยายเข้ามาชิงแชร์ตลาดที่อยู่อาศัยในเมือง หวังที่จะเป็นผู้นำตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลาง-ล่างทั้งในและนอกเมืองครอบคลุมทุกเซกเมนต์
       
       แม้ตัวเลขที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้จะหดตัวลง 7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมของตลาดที่ยังอยู่ในภาวะหดตัว แต่ยอดขายล่าสุดในไตรมาส 3 ของพฤกษาฯ กลับยังคงเติบโตสวนทางตลาด โดยมียอดขาย 3,470 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 119% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขาย 1,587 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่แล้ว 19% ที่มียอดขายอยู่ที่ 2,908 ล้านบาท โดยการเปลี่ยนแปลงของยอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถทำลายสถิติยอดขายของบริษัทฯ สูงสุดต่อเนื่องถึง 3 ไตรมาส ปัจจุบันมี Backlog รอโอน 6,198 ล้านบาทที่จะทยอยรับรู้รายได้ไปจนถึงปีหน้า
       
       การเติบโตที่สวนกระแส เป็นสิ่งที่ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) (PS) บอกว่า มาจากการปรับตัวเข้าหาตลาดที่มีดีมานด์ โดยปีนี้ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ มีการเพิ่ม 2 แบรนด์ใหม่ เพื่อรองรับแนวทางธุรกิจของพฤกษาฯ ที่ต้องการจะเป็นผู้นำตลาดในเซกเมนต์กลาง-ล่างครอบคลุมในทุกทำเล ได้แก่ The Plant ทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น ราคา 2-3.5 ล้านบาท และบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ราคา 2.5-5 ล้านบาท ในย่านชุมชนเมือง ที่เน้นสไตล์โมเดิร์น และ The Seed คอนโดมิเนียมเกาะแนวรถไฟฟ้าใจกลางเมือง ราคา 9.8-1.4 ล้านบาท หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เปิดตัว IVY คอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่ เกาะแนวรถไฟฟ้าย่านซีบีดี ราคา 1.4-5 ล้านบาท เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายระดับบนที่เปิดตัวไปแล้ว 2 โครงการ โดยโครงการล่าสุด IVY Sathorn 10 จำนวน 290 ยูนิต ราคาขาย 70,000-80,000 บาทต่อ ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 2.9 ล้านบาท ขณะนี้มียอดขายแล้ว 60%
        
       ปัจจุบันพฤกษาฯ มี SBU (Strategic Business Unit) หรือหน่วยธุรกิจเชิงกลยุทธ์ รวม 7 SBU ได้แก่ ทาวน์เฮาส์, บ้านเดี่ยวแบรนด์ ภัสสร, บ้านเดี่ยวแบรนด์ พฤกษา วิลเลจ, คอนโดมิเนียม 1 (IVY, City Ville และ The Tree), คอนโดมิเนียม 2 (The Seed), โรงงาน Precast และบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ในนาม บริษัท เกสร ก่อสร้าง จำกัด ซึ่งในอนาคตจะมีหน่วยใหม่เพิ่ม เพื่อดูแลตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะ คือ อินเดียและเวียดนาม ที่พฤกษาฯ มีแผนจะลงทุนคอนโดมิเนียมในปีหน้า เพื่อเจาะตลาดระดับล่าง ภายใต้งบลงทุน 1,000 ล้านบาท
        
       สำหรับตลาดคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่ไม่คุ้นเคย พฤกษาฯ ได้ดึงผู้บริหารมือดี วรรณา ชัยสุพัฒนากุล อดีตผู้บริหารจากบริษัท แผ่นดินทองฯ พร้อมทีมการตลาดครบชุด เข้ามารับภารกิจปั้นแบรนด์ IVY, อรนุช อิติโกศล อดีตผู้อำนวยการอาวุโส จากบริษัท อารียา พร็อพเพอร์ตี้ฯ หนึ่งในผู้ปลุกปั้นแบรนด์ A Space เข้ามาดูแลแบรนด์ The Seed ให้ติดตลาดท่ามกลางกระแสตลาดซิตี้คอนโดที่แข่งขันอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังดึงพรเทพ พิพัฒน์ทั้งสกุล อดีตผู้อำนวยการฝ่ายโครงการบ้าน บริษัท คาซ่า วิลล์ จำกัด เข้ามาดูแลบ้านเดี่ยว พฤกษา วิลเลจ หลังจากเป็นหัวหอกในการปั้นแบรนด์คาซ่าจนประสบความสำเร็จ และมีส่วนทำให้ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH) บริษัทแม่มีการเติบโตอย่างมากในปีนี้ ทั้งหมดกลายเป็นการเติมเต็มให้พฤกษาฯ มีความแข็งแกร่ง พร้อมที่จะรุกตลาดในเซกเมนต์ใหม่ๆ ในปีนี้และปีหน้า ซึ่งในเซกเมนต์ระดับบน ราคา 5 ล้านบาทขึ้นไปก็อยู่ในความสนใจของพฤกษาฯ เช่นกัน แต่ต้องรอดูภาวะตลาดในปีหน้าอีกครั้ง
       
       แม้การควบคุมต้นทุนก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นจุดแข็งที่ทำให้ราคาบ้านของพฤกษาต่ำกว่าคู่แข่ง แต่สิ่งที่ยังเป็นปัญหา คือ คุณภาพบ้านที่ยังมีการร้องเรียนจากลูกค้าอยู่ ซึ่งพฤกษาฯ ได้เร่งปรับปรุง ลดจำนวนการร้องเรียนเรื่องคุณภาพบ้าน โดยการปรับวัสดุก่อสร้างให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น เพิ่มช่องทางรับเรื่องร้องเรียนของลูกค้าผ่านแต่ละ SBU โดยตรง ทำให้สามารถดูแลลูกค้าได้ทั่วถึงขึ้น ลดความผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งการปรับตัวดังกล่าวถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคตที่จะมีเพิ่มขึ้นตามการขยายไปยังตลาดใหม่ๆ เป็นการปูทางก่อนที่พฤกษาฯ จะรุกไปยังตลาดบน ที่ แบรนด์ และ คุณภาพ มีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากกว่าราคาที่ดึงดูดใจ
 
 
</description>
</item>

<item>
<title>Baiyoke Boutique Hotel หลากสีสันฉีกแนวหรู</title>
<link>http://www.banpak.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=150</link>
<description>Baiyoke Boutique Hotel หลากสีสันฉีกแนวหรู 
 
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 26 พฤศจิกายน 2550 11:01 น. 
 

   
  
  
   
 

 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น 
 

 
 
 
  ด้วยตัวตนของ พันธ์เลิศ ใบหยก ทายาทกลุ่มโรงแรมใบหยก เจ้าของอาคารสูงที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในประเทศไทย ย่านประตูน้ำ คือความเป็นคนรุ่นใหม่ ทำให้เขาตัดสินใจที่จะพลิกโฉมเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เก่าด้านหลังอาคารใบหยก 2 ให้กลายมาเป็น Boutique Hotel ที่เต็มไปด้วยอารมณ์สนุกสนาน และสีสันอันแปลกตา
       
       Baiyoke Boutique Hotel ฉีกแนวจากโรงแรมอื่นๆ ที่หรูหรา มาเป็นโรงแรมในรูปลักษณ์ใหม่ที่เน้นแฟชั่น ทันสมัย ผสมผสานความเป็น Modern Contemporary อันเรียบง่ายที่สอดแทรกไปในทุกส่วนของโรงแรม
       
       ล็อบบี้เน้นความโปร่งโล่ง เรียบง่ายด้วยการใช้สีขาวสะอาดตา ทำให้รู้สึกกว้างขวาง ด้านหลังล็อบบี้เลือกใช้กำแพงสีส้ม ตัดกับสีขาวของพื้น เคาน์เตอร์และผนัง ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา ลวดลายหลากสีสันบนพรมซึ่งสั่งทอเป็นพิเศษที่ลาดยาวจากประตูทางเข้าไปสู่เคาน์เตอร์ด้านใน ทำให้แขกผู้มาเยือนรู้สึกราวกับเป็นคนพิเศษ และยังสะดุดตากับโคมไฟรูปทรงแปลกตาที่ห้อยลงมาจากเพดาน
       
       ส่วนของค็อฟฟี่ช็อปเน้นบรรยากาศแบบอบอุ่น สบายๆ ด้วยเฟอร์นิเจอร์รูปทรงโมเดิร์น เรียบง่าย ในสีน้ำตาลเข้ม เช่นเดียวกับพื้นไม้ลามิเนตที่สร้างอารมณ์แบบเข้มขรึม บริเวณอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ถูกจัดให้เป็นมุมสงบที่แยกตัวออกมาเป็นพิเศษ ด้วยการใช้วอลล์เปเปอร์ลวดลายดอกไม้ สร้างความสะดุดตาตัดกับกำแพงสีเข้มในส่วนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง
       
       พรม กำแพงหน้าลิฟต์ กำแพงทางเดินระหว่างห้อง ประตูลิฟต์ และภายในห้องพักแต่ละชั้นถูกออกแบบให้เป็นลวดลายกราฟฟิกในสีสันและรูปแบบที่แตกต่างกันไปทั้ง 9 ชั้น ตามโทนสีหลัก เช่น ชมพู ม่วง ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกมีชีวิตชีวา ตึ่นเต้น และเพลิดเพลินเมื่อเดินผ่านไปยังส่วนต่างๆ ของโรงแรม
 
 
 
 
 
 
 
</description>
</item>

<item>
<title>ทุนอังกฤษสวนกระแสความเชื่อมั่น จับมือแลนด์ลอร์ดรุกอสังหาฯ ไทย</title>
<link>http://www.banpak.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=149</link>
<description>ทุนอังกฤษสวนกระแสความเชื่อมั่น จับมือแลนด์ลอร์ดรุกอสังหาฯ ไทย 
 
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 26 พฤศจิกายน 2550 10:57 น. 
 
       ทุนอังกฤษเชื่อมั่นตลาดไทย จับมือดีเวลลอปเปอร์เชียงใหม่รุกคอนโดไฮเอนด์กลางกรุง พร้อมร่วมทุนพัฒนาโรงแรมในสมุย-เชียงใหม่ 
       
       แม้ช่วงรอการเลือกตั้งใหม่จะเป็นเหมือนช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่นักลงทุนทั้งไทยและเทศคาดเดาสถานการณ์ต่างๆ ได้ยาก เพราะยังไม่รู้ถึงทิศทางนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหาร แต่ยังมีบางกลุ่มทุนที่ยังมีเชื่อมั่นที่จะเข้ามาลงทุนในไทย สวนกระแสความเชื่อมั่นที่ผลสำรวจชี้ว่าลดลงอย่างต่อเนื่องมาตลอด
       
       กลุ่มทุนดังกล่าว เช่น กลุ่มคอนคอร์ด พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป จากฮ่องกง ร่วมทุนกับบริษัท ฮาริสัน จำกัด (มหาชน) พัฒนาโครงการบางกอก คานส์ โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 90,000 ล้านบาท บนที่ดิน 60 ไร่ย่านปิ่นเกล้า ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมและช็อปปิ้งคอมเพล็กซ์ครบวงจร, กองทุนอสังหาริมทรัพย์ทีเอ็มดับบลิว เอเชีย พร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ 1 ภายใต้การบริหารของไพร์มเมอริกา เรียลเอสเตท อินเวสเตอร์ จากอเมริกา ร่วมทุนกับบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด พัฒนาคอนโดมิเนียมในแนวรถไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ Ideo 5 โครงการภายใน 1 ปี ใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 6,700 ล้านบาท
       
       ล่าสุดกลุ่มทุนจากอังกฤษ คือ สิงคโปร์ เรสซิเดนท์เชียล บริษัทลูกในสิงคโปร์ของบริษัท เฟิร์ส โอเรียนทอล โฮลดิ้ง คอร์ปอเรชั่น ในเครือลิบร้า กรุ๊ปจากอังกฤษ ที่ทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ขนส่ง และเครื่องบินพาณิชย์ ได้ตัดสินใจร่วมกับกลุ่มทุนไทย คือ กลุ่มกุลพันธ์วิลล์ เพื่อรุกตลาดคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก ในนามบริษัท ภาคย์พร จำกัด โดยกุลพันธ์วิลล์เป็นเจ้าของแลนด์แบงก์กว่า 2,000 ไร่ในภาคเหนือ และเป็นดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับบนในเชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง
       
       สมภาคย์ ตระการกุลพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท กุลพันธ์วิลล์ กล่าวว่า บริษัทฯ มีความคิดที่จะรุกตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว โดยได้ร่วมทุนกับกลุ่มสิงคโปร์ เรสซิเดนท์เชียล พัฒนาโครงการเบลเกรเวีย เรสซิเดนท์ ซ.สุขุมวิท 30/1 คอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ มูลค่าโครงการ 1,600 ล้านบาท เจาะตลาด Niche Market เน้นลูกค้าคนไทย 70% และลูกค้าชาวต่างชาติ 30% ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูงสุดในการอยู่อาศัย โดยออกแบบอาคารในรูปแบบโลว์ไรส์สูง 7 ชั้น 2 อาคาร รวม 48 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 299 ตร.ม. 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ พร้อมลิฟต์ส่วนตัว ราคาเริ่มต้น 38 ล้านบาทต่อยูนิต หรือ 130,000-150,000 บาทต่อ ตร.ม. ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 30% การก่อสร้างมีความคืบหน้าแล้ว 70%
       
       กลุ่มสิงคโปร์ เรสซิเดนท์เชียล ยังมีแผนร่วมลงทุนพัฒนาโรงแรมบนแลนด์แบงก์ที่เชียงใหม่ของกลุ่มกุลพันธ์วิลล์ด้วย โดยเป็นโรงแรมระดับ 6 ดาว ขนาด 100-140 ห้อง ใช้งบลงทุน 60-100 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ยังร่วมทุนกับบริษัท พราว แอสเสท พัฒนาวิลล่าที่สมุยสำหรับขายและเช่า ใช้งบลงทุน 70 ล้านเหรียญสหรัฐ
       
       ไมเคิล อีวานอฟ ประธานกรรมการบริษัท สิงคโปร์ เรสซิเดนท์เชียล กล่าวว่า บริษัทฯ เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย แม้ที่ผ่านมาจะมีสถานการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น แต่รัฐบาลไทยก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดี รวมทั้งเศรษฐกิจยังเติบโต แม้ว่าภาวะการเมืองจะยังไม่มั่นคงก็ตาม ส่วนในด้านกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้ามาของต่างชาติไม่มีผลกระทบต่อบริษัทฯ แต่อย่างใด เพราะเป็นการเข้ามาทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา

 
 
</description>
</item>

<item>
<title>บ้านอยู่สบาย...ทำได้ง่ายๆ</title>
<link>http://www.banpak.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=148</link>
<description>บ้านอยู่สบาย...ทำได้ง่ายๆ 
 
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 26 พฤศจิกายน 2550 11:05 น. 
 
   
 
 
       เริ่มจากมุมสบายคลายร้อน
       
        มุมไหนบ้างที่เหมาะเป็นมุมสบายคลายร้อน ตอบได้เลยว่าทุกมุมที่อยากให้เป็น และก็ไม่ยากเกินไป เพราะถ้าตั้งใจ มุมเหงาก็กลายเป็นมุมรื่นเริงได้อย่างแน่นอน แต่ให้ง่ายเข้าหน่อยก็ลองเลือกมุมที่มีหน้าต่างไว้ก่อนดีที่สุด
       
       เปลี่ยนมุมธรรมดาให้เป็นมุมสบาย
       
        ต้องกำจัดความอับทึบ ด้วยการเปิดพื้นที่สู่ภายนอกบ้านให้มากที่สุด รับลมธรรมชาติสร้างบรรยากาศให้มีต้นไม้ มีเสียงนกร้อง เสียงน้ำไหลริน เลือกเก้าอี้นั่งสบายประเภท นั่งปั๊บหลับปุ๋ย ผนังห้องเลือกใช้สีสะอาด สบายๆ เย็นตา แล้วเติมสีสันด้วยผ้าม่าน หมอนอิง ก็เก๋แล้ว
       
       ตึกแถวก็มีสิทธิ์
       
        คุณสามารถแก้ปัญหาความไม่น่าอยู่ ของตึกแถว...ให้น่าอยู่ขึ้น และไม่ร้อนได้ด้วยการวางแผนการใช้พื้นที่ ให้มุมอับกลายเป็นมุมโอ่อ่า ให้มุมรก กลายเป็นมุมร่มรื่น เช่น บริเวณใต้บันได ให้ตกแต่งเป็นตู้ และชั้นโชว์ แค่นี้พื้นที่ข้างบันไดก็น่าอยู่ขึ้นมาทันที หรือเสาที่ยื่นออกมาจากผนังดูแข็งและน่าเบื่อ ก็จัดการตกแต่งให้ข้างๆเสากลายเป็นที่ใส่ของเก๋ๆได้เช่น หนังสือ ดีวีดี ทีนี้ก็เปลี่ยนตึกแถวให้กลายเป็นบ้านได้
       
       กำจัดจุดอ่อน
       
        มุมไหนไม่ใช้ประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์ ก็ลองลุกขึ้นมากำจัดจุดอ่อนนี้ออกไปด้วยการ หาโต๊ะเก้าอี้ชุดเล็กๆ มาสร้างเป็นมุมชงชากาแฟ หาชั้นหนังสือสีสันสดใสมาวาง แค่นี้ประเดี๋ยวเดียวก็จะมีคนมานั่งเล่น ไม่กลายเป็นจุดอ่อนของบ้านอีกต่อไป
       
       ทำบ้านให้จิ้มลิ้ม
       
        ผนังโพลนๆ เพดานโล้นๆ ดูอย่างไรก็ไม่สะดุดตา เข้าข่ายน่าเบื่อ ลองสลัดความจำเจ ด้วยการเสริมแต่งแบบพอเป็นพิธีก่อนเป็นอันดับแรก (ไม่เปลืองเงิน) แค่พอให้มุมน่าเบื่อดูจิ้มลิ้มขึ้นเล็กๆ เริ่มจากติดรูปภาพที่ถูกใจ อย่าให้ผนังโล่ง พอเข้าท่าก็ลองเสริมด้วยการหาระแนงไม้มาติดที่ผนังสำหรับเกี่ยวกระถางต้นไม้ หรือผ้าฝ้ายสีลายสวยๆนำมาแขวนที่ผนัง ค่อยๆ เติมทีละนิด แค่นี้มุมเซ็ง ก็กลายเป็นเป็นมุมสวยได้ไม่ยาก แถมเย็นตาเย็นใจ
       
       มุมสบายไม่จำเป็นต้องแพง
       
        ไม่จำเป็นต้องโละของเก่าออกให้หมด แค่พิจารณาเรื่องหน้าต่างให้มีการระบายอากาศที่ดี ตำแหน่งการใช้สอยของเฟอร์นิเจอร์ จากนั้นจัดวางให้ลงตัวสะดวกกับการใช้สอยของคุณ อย่ามากเกินไป น้อยเกินไป ให้ยึดหลักอยู่สบายเป็นที่ตั้ง เท่านี้บ้านก็สามารถมี มุมสบายคลายร้อนได้แล้ว
       
       สี...ช่วยลดความรู้สึกร้อนได้
       
       การใช้สีเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ลดความร้อนในด้านความรู้สึก โดยการใช้สีโทนเย็นสะอาด อันจะช่วยในเรื่องของการตกแต่งภายในห้อง เช่น สีฟ้าอ่อน สีเขียวอ่อน ทำให้ภายในห้องดูเย็นสบาย และดูกว้างขวางขึ้น
       
       ชวนลมมาเล่นที่บ้านกันเถอะ ...เย็นสบาย
       
       ปลูกต้นไม้บริเวณบ้านสามารถบังคับทิศทางลมได้ เพื่อให้ลมเข้าสู่ตัวบ้านมากที่สุด การให้ลมผ่านแหล่งน้ำ จะช่วยพัดความเย็นเข้าสู่บ้าน แต่ต้องไม่ลืมเปิดหน้าต่าง ไม่วางเฟอร์นิเจอร์ขวางทางลมเข้า-ออก รับรองบ้านเย็นสบายแน่นอน
       
       ระแนงไม้เลื้อย
       
       แสงแดดที่ส่องมาทางทิศตะวันตกและทิศใต้ทำให้บ้านเกิดความร้อน สามารถทำระแนงไม้เลื้อยปลูกไม้ดอกสวยงาม ช่วยทั้งกันแดดและให้ความร่มเย็น
       
       เอื้อเฟื้อข้อมูลโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน
 
 
</description>
</item>

<item>
<title>พร้อมพัฒน์ฯ แตกทำเลลุยบ้านแฝด หนีบ้านเดี่ยวแข่งเดือดยุคกำลังซื้อหด</title>
<link>http://www.banpak.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=147</link>
<description>พร้อมพัฒน์ฯ แตกทำเลลุยบ้านแฝด หนีบ้านเดี่ยวแข่งเดือดยุคกำลังซื้อหด 
 
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 16 พฤศจิกายน 2550 15:20 น. 
 
       พร้อมพัฒน์เติมเต็มแสนสิริเจาะเซกเมนต์ตลาดกลาง-ล่าง ใช้บ้านแฝดไม่เกิน 2 ล้านแหวกช่องว่างตลาดแนวราบยุคกำลังซื้อหด ดึงแลนด์แบงก์เก่ารามอินทราเปิดโครงการต่อเนื่อง ชี้ราคาที่ดินถูกได้เปรียบคู่แข่งต้นทุนด้านต้นทุน พร้อมลุยทำเลใหม่เพิ่ม ปูพรมสร้างชื่อก่อนรุกตลาดแมส
       
       การเปิดตัวโครงการบ้านพร้อมพัฒน์ รามอินทราออกสู่ตลาดในปีที่แล้ว สะท้อนถึงความพยายามอีกก้าวของแสนสิริที่หวังจะกินรวบตลาดที่อยู่อาศัยทุกเซกเมนต์ โดยขยายฐานตลาดลงไปสู่เซกเมนต์ที่ต่ำลง แต่ไม่กระทบภาพลักษณ์ของแบรนด์เก่า ด้วยการใช้แบรนด์ใหม่ในนามบริษัทลูก พร้อมพัฒนา พร็อพเพอร์ตี้ ชิมลางพัฒนาโครงการบ้านพร้อมพัฒน์ รามอินทรา บ้านแฝดโครงการแรกของแสนสิริ บนแลนด์แบงก์เก่าที่ ถ.รามอินทรา
       
       การเลือกสินค้าประเภทบ้านแฝดที่ไม่ค่อยมีโครงการใดพัฒนามากนัก กลายเป็นการเติมเต็มช่องว่างของตลาดได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้ที่กำลังซื้ออยู่ในภาวะหดตัว บ้านเดี่ยวราคาเกิน 5 ล้านบาทขึ้นไปขายได้ช้าลง ในขณะที่บ้านเดี่ยวยังคงเป็นสินค้าที่ตลาดยังมีดีมานด์ เพียงแต่ภาวะเช่นนี้กดดันให้ผู้บริโภคที่ต้องการซื้อบ้านในช่วงนี้ต้องเปลี่ยนไปซื้อทาวน์เฮาส์ที่มีพื้นที่ใช้สอยน้อยกว่า แต่ได้ราคาถูกกว่าแทน
       
       พร้อมพัฒนาฯ ปรับหน้าตาของบ้านแฝดให้แตกต่างจากคู่แข่ง โดยแยกกำแพงบ้าน 2 หลังออกจากกัน ดีไซน์ให้มีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนบ้านเดี่ยวในขนาดที่ดินเล็กลง แต่ยังได้พื้นที่ใช้สอยภายในบ้านใกล้เคียงกับบ้านเดี่ยวในขนาดกะทัดรัด ตั้งราคาขายไม่เกิน 2 ล้านบาท ตอบโจทย์ตลาดที่กำลังซื้อไม่สูงนัก แต่อยากได้ที่อยู่อาศัยในความรู้สึกแบบบ้านเดี่ยว โดยล่าสุดโครงการบ้านพร้อมพัฒน์ รามอินทรามียูนิตเหลือขายอยู่ไม่มากนัก และเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ บ้านพร้อมพัฒน์ กรีนโนวา รามอินทรา ถ.ปัญญา-อินทรา บ้านแฝดและบ้านเดี่ยวรวม 374 ยูนิต มูลค่าโครงการ 750 ล้านบาท ราคาเริ่มต้นบ้านแฝด 1.85 ล้านบาท บนที่ดินติดกับโครงการสราญสิริ รามอินทรา บ้านเดี่ยวระดับ 3 ล้านบาทขึ้นไป ที่แสนสิริกำลังพัฒนาอยู่
       
        วิโรจน์ กัปปิยจรรยา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท พร้อมพัฒนา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด บอกว่า รามอินทราเป็นทำเลอยู่อาศัยที่มีเส้นทางคมนาคมที่สะดวก มีการแข่งขันสูงในกลุ่มบ้านราคา 3 ล้านบาทขึ้นไป แต่ในเซกเมนต์ที่พร้อมพัฒน์ฯ เข้าไปทำยังมีการแข่งขันไม่มากนัก ซึ่งความได้เปรียบของพร้อมพัฒน์ฯ อยู่ที่การมีแลนด์แบงก์เก่า จึงมีต้นทุนในการพัฒนาโครงการที่ต่ำ สามารถตั้งราคาขายต่อยูนิตได้ต่ำกว่าคู่แข่ง ผสมผสานกับสเปควัสดุก่อสร้างที่สูงกว่า และบริการหลังการขายเช่นเดียวกับโครงการของแสนสิริ ทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความคุ้มค่า
       
       รวมทั้งโครงการได้ขออนุญาตจัดสรรไว้ตามผังเมืองฉบับเก่า ซึ่งยังอนุญาตให้สร้างบ้านบนที่ดินแปลงเล็กต่ำกว่า 100 ตร.วาได้ ในขณะที่คู่แข่งถูกผังเมืองฉบับใหม่บีบให้ต้องจัดสรรเป็นแปลงใหญ่ ราคา 3 ล้านบาทขึ้นไป จึงต้องเผชิญหน้ากับซัปพลายบ้านเดี่ยวของคู่แข่งอื่นๆ ที่ลงมาเล่นในตลาดเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
       
       วิโรจน์ กล่าวว่า จุดยืนของพร้อมพัฒน์ฯ จะเน้นพัฒนาบ้านแฝดเป็นหลักในราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท โดยที่รามอินทรายังเหลือที่ดินอีก 60-70 ไร่ คาดว่าจะใช้เวลาพัฒนาประมาณ 2 ปี โดยในเดือน ธ.ค. นี้จะเปิดตัวโครงการบ้านพร้อมพัฒน์ รามอินทรา พระราม 9-วงแหวน บ้านแฝดบนที่ดิน 38 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 120 ตร.ม. รวม 160 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.99 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้าที่ทำงานย่านพระราม 9 และสนามบินสุวรรณภูมิ และในปีหน้ามีแผนจะพัฒนา 2 โครงการ มูลค่ารวม 1,000 ล้านบาท โดยสนใจทำเลในย่านราชพฤกษ์, ถ.สาย 345, วงแหวนด้านใต้, ประชาอุทิศ ซึ่งการแตกไปยังทำเลใหม่ๆ คาดว่าจะทำให้รายได้ปีหน้าเติบโต 10-15% จากที่ตั้งเป้ารายได้ในปีนี้ไว้ที่ 600 ล้านบาท
       
       ในช่วงที่แสนสิริกำลังเร่งสร้างแบรนด์ในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง แต่พร้อมพัฒน์ฯในฐานะแบรนด์น้องใหม่ยังเน้นการสร้างแบรนด์แบบค่อยเป็นค่อยไป เน้นการทำตลาดแบบ Localize Marketing เจาะกำลังซื้อเฉพาะในทำเล โดยวิโรจน์เห็นว่า ในอนาคตเมื่อมีโครงการในมือเพิ่มขึ้นจะค่อยเริ่มทำการตลาดแบบแมสมากขึ้น
 
 
</description>
</item>

<item>
<title>Alpina Phuket Nalina Resort &amp; Spa ความหรูหราในความเป็นไทย</title>
<link>http://www.banpak.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=146</link>
<description>Alpina Phuket Nalina Resort &amp; Spa ความหรูหราในความเป็นไทย 
 
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 9 พฤศจิกายน 2550 15:49 น. 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น 
 

 

 
 
 
  หรูหรา ร่วมสมัย แต่แฝงด้วยเสน่ห์ของความเป็นไทย นิยามนี้น่าจะบ่งบอกถึงความเป็นรีสอร์ตแห่งนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุด ซึ่งเจ้าของได้ตั้งใจเนรมิตให้ที่ดินกว่า 20 ไร่ที่โอบล้อมด้วยทิวเขาใจกลางภูเก็ตให้กลายเป็นรีสอร์ตขนาดใหญ่ ท่ามกลางบรรยากาศอันสดชื่นของธรรมชาติ
       
       สถาปนิกและมัณฑนากรได้หยิบเอา ดอกบัว ในบ่อน้ำบนที่ดินเก่าของรีสอร์ต มาเป็นคีย์หลักในการออกแบบ Alpina Phuket Nalina Resort&amp;Spa แห่งนี้ และยังเป็นที่มาของชื่อ Nalina ที่มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ดอกบัว อีกด้วย
       
       ภูมิทัศน์ภายนอกถูกปรับให้เป็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ เพื่อให้กลมกลืนกับบ่อน้ำเดิมที่มีอยู่ และช่วยสร้างบรรยากาศขึ้นให้รู้สึกเหมือนอยู่ใกล้ทะเล พร้อมกับทางเดินยาวทอดขนานไปกับสระน้ำ เพื่อสามารถเดินชื่นชมกับพันธุ์ไม้ที่ปลูกอยู่สองข้างทาง และสีสันของเบาะเก้าอี้ริมสระน้ำที่เลือกใช้สีสันสดใสที่ตัดกันอย่างรุนแรง แต่ให้อารมณ์เก๋ไปอีกรูปแบบหนึ่ง
       
       การออกแบบภายในผสมผสานระหว่างสไตล์โมเดิร์นและไทยเข้าด้วยกัน โดยแฝงสัญลักษณ์ดอกบัวเข้าไว้ในทุกพื้นที่ เช่น โคมไฟ ภาพวาด หัวเตียง ไปจนถึงสระว่ายน้ำที่ปูกระเบื้องให้เป็นรูปดอกบัว รวมทั้งภาพพิมพ์สีน้ำมันที่ประดับอยู่ตามที่ต่างๆ ก็สามารถสื่อถึงความเป็นไทยได้เป็นอย่างดี
       
       ห้องพักถูกออกแบบให้มีพื้นที่ใช้สอยอย่างกว้างขวางเป็นพิเศษ แตกต่างจากที่อื่นๆ ทำให้ได้บรรยากาศของการพักผ่อนอย่างเต็มที่ โดยไม่รู้สึกอึดอัด จัดวางตู้เสื้อผ้า และที่วางตู้เย็นร่วมกับหัวเตียงที่หันหน้าออกไปทางระเบียง เพื่อรับวิวภายนอก และทำให้พื้นที่ใช้สอยภายในห้องดูกว้างขวางขึ้น
       
       เฟอร์นิเจอร์และวัสดุตกแต่งเน้นการเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่น ไม้ ผักตบชวา และผ้าไหม หัวเตียงตกแต่งด้วยลวดลายดอกบัวสีทองที่สะท้อนได้ถึงความเป็นไทย
       
       ในส่วนของวิลล่าเน้นบรรยากาศของความโรแมนติก และเป็นส่วนตัว ด้วยแสงสีแดงจากโคมไฟรูปทรงโมเดิร์น ภายในใช้เพดานสูง ทำให้รู้สึกโปร่งสบาย มีการเจาะช่องประตูที่สามารถเปิดมุมมองจากห้องนอนทะลุไปถึงสระน้ำส่วนตัวด้านนอกได้ ซึ่งริมสระน้ำปูด้วยพื้นไม้ระแนงบนพื้นที่กว้างขวาง สามารถรองรับกิจกรรมในหลายรูปแบบ

 
 
 
 
 
 
</description>
</item>

<item>
<title>รังสรรค์ซุ่มสร้างเครดิตระดมทุนนอก หวนคืนอสังหาฯ ผุดบิ๊กโปรเจกต์ใหม่</title>
<link>http://www.banpak.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=145</link>
<description>รังสรรค์ซุ่มสร้างเครดิตระดมทุนนอก หวนคืนอสังหาฯ ผุดบิ๊กโปรเจกต์ใหม่ 
 
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 16 พฤศจิกายน 2550 15:01 น. 
 
   
 
 
       อดีตบิ๊กดีเวลลอปเปอร์แนวสูง รังสรรค์ ต่อสุวรรณ หวนกลับอสังหาฯ หลังเจ็บหนักจากพิษฟองสบู่แตก ทิ้งตึกร้างพร้อมหนี้ก้อนใหญ่เป็นปริศนามากว่า 10 ปี ซุ่มฟื้นฟูเครดิตตัวเอง ใช้โมเดลการเงินแบบใหม่ระดมเงินทุนต่างชาติ เตรียมลุยโครงการใหญ่อีกครั้งกลางพัทยา ไม่พึ่งสินเชื่อแบงก์ไทย 
         
       ชื่อของ รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ประธานกรรมการ บริษัท สถาปนิก รังสรรค์ แอนด์ พรรษิษฐ์ สถาปัตย์ จำกัด เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ยุคก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ ในฐานะสถาปนิกเจ้าของผลงานออกแบบอาคารชื่อดังหลายแห่ง ที่ผันตัวมาเป็นดีเวลลอปเปอร์เนรมิตอาคารสูง ด้วยสถาปัตยกรรมที่เรียกได้ว่ามีเอกลักษณ์ของตนเองเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นคน ใจถึง ที่พัฒนาโครงการแบบเล็กๆ ไม่เป็น!
       
       วิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ทำให้ 56 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต้องปิดตัว หนึ่งในนั้น คือ แหล่งเงินทุนของอาคารสาธร ยูนิค คอนโดมิเนียมสูง 47 ชั้น มูลค่า 8,000 ล้านบาท บน ถ.เจริญกรุง ทำให้โครงการที่มียอดขายแล้วกว่า 80% ต้องหยุดชะงักการก่อสร้างไป ขณะนี้เป็น NPA ในมือของธนาคารเกียรตินาคินฯ มีมูลหนี้เฉพาะสถาบันการเงิน 441 ล้านบาท จากหนี้รวมกว่า 1,140 ล้านบาท แม้จะผ่านมากว่า 10 ปีแล้วก็ตาม มีนักลงทุนหลายรายติดต่อขอซื้อ แต่ก็เป็นระดับราคาที่รังสรรค์ไม่พอใจ จึงไม่ขาย ปัจจุบันคดียังอยู่ในชั้นศาล รังสรรค์ยังยืนยันที่จะต่อสู้จนถึงที่สุด เพื่อซื้อตึกคืน เพราะมั่นใจว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาจากสถาบันการเงินล้ม ไม่ใช่ความผิดพลาดจากการบริหารของเขาเอง
       
       แม้ความผิดพลาดครั้งใหญ่ และการล่มสลายของสถาบันการเงินไทยจะทำให้รังสรรค์ต้องเจ็บตัวไปนาน แต่รังสรรค์ก็ยังยืนยันที่จะเป็นดีเวลลอปเปอร์อยู่เช่นเดิม ด้วยการรุกหาแหล่งทุนจากต่างประเทศ ทดแทนการกู้เงินจากสถาบันการเงินไทยที่มีแนวโน้มจะอนุมัติสินเชื่อได้ยากกว่า และปฏิเสธการหาพันธมิตรต่างชาติมาร่วมทุน เพราะต้องการอิสระ ยังเชื่อมั่นในความสามารถของดีเวลลอปเปอร์ไทย
       
       สิ่งแรกที่รังสรรค์ทำ คือ เลิกพึ่งพาสถาบันการเงินไทยที่ยึดติดกับการดูฐานะของผู้กู้จาก เงินสด ด้วยการหันมาใช้ เครดิต ของตนเองเป็นจุดขาย โดยการสร้างเครดิตไลน์ของตนขึ้นมาใหม่ให้ต่างชาติเกิดความเชื่อถือ เพื่อระดมทุนผ่านระบบ Private Banking System จากผู้มีเงินฝาก หรือนำทรัพย์สินประเภททองคำ ที่ดินซึ่งเป็นมรดกตกทอด หรือทรัพย์ฝากตายที่ไม่ได้มีการนำมาลงทุนให้ได้ผลตอบแทนงอกเงยมาแลกเป็นเงินสด ผ่านการติดต่อสถาบันการเงินที่เจ้าของเงินฝากอยู่ โดยให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยแก่เจ้าของเงินในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทั่วไป เป็นการแก้ปัญหาที่รังสรรค์บอกว่า หากใช้สินทรัพย์ไปค้ำประกัน หรือขอสินเชื่อในวงเงินไม่มากนัก สถาบันต่างชาติจะไม่ค่อยสนใจ
       
       วิธีนี้รังสรรค์ต้องเริ่มต้นจากการสร้างคอนเนคชั่นกับกลุ่มเจ้าของทุน และสถาบันการเงินเพื่อสร้าง เครดิต ให้เกิดความเชื่อถือก่อน ด้วยการพัฒนาโครงการสึนามิ ซิตี้ อ.เขาหลัก จ.พังงา เป็นโครงการการกุศลขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาเมืองใหม่และที่อยู่อาศัย บนที่ดิน 30,000 ไร่ที่เป็นป่าเสื่อมโทรม ในนามมูลนิธิพัฒนาสิทธิมนุษยชนและสังคม โดยยื่นขอทุนสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติในวงเงิน 200,000 ล้านบาท ก่อนจะเสนอเรื่องไปยังภาครัฐต่อไป
       
       รังสรรค์ กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทฯ ได้รับแบงก์การันตีในวงเงิน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐจาก HSBC ลอนดอน เพื่อพัฒนาโครงการบลูสกาย ทาวเวอร์ รวม 2 อาคาร ได้แก่ คอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์สูง 109 ชั้น รวม 2,000 ยูนิต พื้นที่กว่า 350,000 ตารางเมตร ราคาขาย 80,000-150,000 บาทต่อ ตร.ม. และพลาซ่าสูง 10 ชั้น พื้นที่กว่า 400,000 ตารางเมตร มูลค่าก่อสร้างประมาณ 17,000 ล้านบาท บนที่ดิน 60 ไร่ริมหาดจอมเทียน พัทยา ขณะนี้อยู่ในระหว่างการยื่นรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยจะเปิดขายเมื่อตัวอาคารก่อสร้างไปแล้ว 2-3 ปี เพื่อให้ผู้ซื้อเห็นความคืบหน้า ทั้งนี้มั่นใจว่าโครงการจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะจะแล้วเสร็จทันกับจังหวะที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่วงจรขาขึ้นในอนาคต ซึ่งจะต้องรอพิสูจน์ในอนาคตว่าความเชื่อมั่นของรังสรรค์กับการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในพัทยาจะพลิกฟื้นให้ เครดิต ของรังสรรค์กลับคืนมาในสายตาของคนไทยได้หรือไม่

 
 
</description>
</item>

<item>
<title>Style &amp; Design : 4 แบบ...4 สไตล์...4 ความต่าง...เลอ เบย์บุรี เดอ ปราณ</title>
<link>http://www.banpak.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=144</link>
<description>Style &amp; Design : 4 แบบ...4 สไตล์...4 ความต่าง...เลอ เบย์บุรี เดอ ปราณ  
 
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 16 พฤศจิกายน 2550 15:28 น. 
 
  
 
 
               บนที่ดินเพียง 1 ไร่ริมหาดปราณบุรีที่ถูกเนรมิตให้เป็นที่ตั้งของวิลล่าหรู 4 หลัง แม้สถาปัตยกรรมภายนอกที่มองเห็นด้วยตาเปล่าจะดูไม่ผิดแผกไปจากกัน แต่ด้วยการตกแต่งภายในที่แตกต่างไปถึง 4 สไตล์ ก็ทำให้เลอ เบย์บุรี เดอ ปราณแห่งนี้มีเสน่ห์ขึ้นมาอย่างน่าทึ่ง
       
               สถาปัตยกรรมของเลอ เบย์บุรี เดอ ปราณ เป็นวิลล่าที่ได้รับแนวคิดมาจากบ้านพักในออสเตรเลียที่เน้นพื้นที่ใช้สอยเปิดโล่ง สามารถสูดรับกลิ่นอายทะเล ให้ความรู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติ มีบันไดทั้งด้านหน้าและด้านหลังบ้าน สามารถเชื่อมต่อกับส่วนต่างๆ ของบ้านได้อย่างทั่วถึง ผสมผสานกับความเรียบง่ายแบบโมเดิร์น และสีขาวสะอาดตา ห้องครัวและห้องนั่งเล่นเปิดโล่ง สามารถทอดสายตาไปสู่สระว่ายน้ำและชายหาดอันเงียบสงบได้จากเกือบทุกจุด

 
  
 
 
                DWP City Spaceได้ออกแบบให้วิลล่าแต่ละหลังแตกต่างกันไปถึง 4 สไตล์ได้แก่ Mediterranean Retreat ภายใต้ธีมแห่งท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เน้นสีฟ้าและขาว และวัสดุจากหวายที่ให้ความรู้สึกโรแมนติก สบาย และผ่อนคลาย Pacific Hideaway ได้แรงบันดาลใจจากหมู่เกาะทะเลแปซิฟิกและบ้านริมทะเลทางตอนเหนือของออสเตรเลีย ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนพักผ่อนอยู่บนเกาะส่วนตัว เน้นเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้ม ห้องนั่งเล่นตกแต่งด้วยโคมไฟรูปทรงเก๋ไก๋ที่ดัดแปลงมาจากอุปกรณ์จับปลาห้อยลงมาจากเพดาน
       
                Modern Tropical สไตล์ร่วมสมัยที่สะท้อนถึงรูปแบบการตกแต่งแบบดั้งเดิมของประเทศเขตร้อน ที่เน้นการใช้โทนสีร้อนผสมผสานกับวัสดุประเภทผ้าไหม หวาย สอดแทรกดีไซน์อันแปลกตาไว้ที่ห้องนอนด้วยโคมไฟ และผ้าปูที่นอนลายตารางสีขาวดำ เป็นการผสมผสานกลิ่นอายโมเดิร์นและสไตล์ทรอปิคอลแบบตะวันออกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว และ Scandinavian Vacation ผสมผสานระหว่างเฟอร์นิเจอร์สแกนดิเนเวียนแบบดั้งเดิมและร่วมสมัยที่เน้นสีสันสดใส แทรกไปกับสีเอิร์ธโทนที่ให้ความรู้สึกสบายตา
 
 
</description>
</item>

</channel>
</rss>